“ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน” อีกเหตุผลคนไทยไม่ยื่นภาษี
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ชวนมองปัญหาการไม่ยื่นภาษีที่อาจไม่ได้เกิดจาก “ไม่อยากจ่าย” แต่ยังมีทั้งเรื่องความรู้ ต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎ และความซับซ้อนของรายได้หลายทาง
เมื่อพูดถึงคนที่ไม่ยื่นภาษี เราอาจนึกถึงคำว่า “หลบเลี่ยง” เป็นอย่างแรก แต่ในความเป็นจริง เหตุผลของการไม่ยื่นภาษีอาจซับซ้อนกว่านั้น เพราะสำหรับคนบางกลุ่ม ปัญหาอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่จะตัดสินใจด้วยซ้ำว่าจะ “จ่าย” หรือ “ไม่จ่าย”
บางคนไม่รู้ว่ารายได้แบบไหนต้องยื่น ต้องเตรียมเอกสารอะไร ต้องยื่นแบบไหน หรือแม้กระทั่งไม่รู้ว่า การยื่นภาษีไม่ได้แปลว่าจะต้องเสียภาษีเสมอไป และในบางกรณีอาจได้รับเงินคืนด้วย
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ชวนมองปัญหาการไม่ยื่นภาษีของคนไทย โดยนำผลสำรวจของสภาพัฒน์สะท้อนดังกล่าว พบว่า
- 57.9% มีความรู้เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่ในระดับต่ำหรือไม่รู้เลย
- 74.9% เป็นผู้ที่มีรายได้เข้าเกณฑ์ต้องยื่นแบบ แต่ไม่ได้ยื่น
- 65.6% ไม่ทราบว่าการยื่นแบบอาจไม่ต้องเสียภาษี และในบางกรณีอาจได้รับเงินคืน
- มีเพียง 39.1% ที่ทราบว่ารายได้จากการทำงานฟรีแลนซ์ต้องนำมายื่นภาษี
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า การไม่ยื่นภาษีทั้งหมดเกิดจากการขาดความรู้ แต่ทำให้เห็นอีกด้านของปัญหาว่า อาจไม่ได้มีเพียงเรื่อง “ไม่อยากจ่ายภาษี” แต่ยังมีคำถามสำคัญว่า ระบบภาษีเข้าใจง่ายพอที่จะทำให้คนทั่วไปสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องแล้วหรือยัง
โครงสร้างตลาดแรงงานไทย ทำให้การจัดการภาษีซับซ้อนขึ้น
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เรื่องภาษีมีความซับซ้อน คือโครงสร้างตลาดแรงงานของไทย โดยในปี 2568 ไทยมีผู้มีงานทำประมาณ 39.9 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานนอกระบบ 20.9 ล้านคน หรือ 52.4%
การเป็นแรงงานนอกระบบไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้อยู่นอกระบบภาษี แต่ลักษณะการทำงานทำให้การจัดการภาษีแตกต่างจากมนุษย์เงินเดือนอย่างมาก
สำหรับมนุษย์เงินเดือน กระบวนการหลายอย่างมีนายจ้างช่วยจัดการให้ ตั้งแต่การหักภาษี ณ ที่จ่าย การออกหนังสือรับรอง ไปจนถึงการส่งข้อมูลรายได้เข้าสู่ระบบ ทำให้เมื่อถึงเวลายื่นภาษี ข้อมูลส่วนหนึ่งมีอยู่พร้อมแล้ว
แต่สำหรับผู้ค้ารายย่อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือคนที่มีรายได้หลายทาง ภาระในการจัดการข้อมูลกลับตกอยู่กับเจ้าของรายได้มากกว่า เพราะรายได้อาจมาจากหลายแหล่ง และไม่ได้ถูกรวบรวมผ่านนายจ้างเพียงรายเดียว
ดังนั้น หากไทยต้องการขยายฐานภาษีในอนาคต การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบ อีกส่วนสำคัญคือ จะออกแบบระบบอย่างไรให้คนที่มีรูปแบบรายได้หลากหลายสามารถเข้าสู่ระบบและปฏิบัติได้ง่ายขึ้น
ต้นทุนภาษี ไม่ได้มีแค่ “เงินที่ต้องจ่าย”
เวลาพูดถึงต้นทุนของภาษี หลายคนอาจคิดถึงเฉพาะจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้รัฐ แต่ในความเป็นจริง ยังมีต้นทุนอื่นๆ ที่ตามมาอีกมาก
ทั้งเวลาที่ใช้รวบรวมข้อมูล การจัดทำบัญชี การเก็บเอกสาร การศึกษากฎเกณฑ์ การจ้างนักบัญชี รวมถึงต้นทุนที่เกิดจากความผิดพลาด และความไม่แน่ใจว่าตัวเองปฏิบัติถูกต้องหรือไม่
สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ ต้นทุนเหล่านี้สามารถกระจายไปตามบุคลากร ระบบบัญชี และขนาดของธุรกิจได้
แต่สำหรับร้านค้าขนาดเล็กที่เจ้าของต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่ขายสินค้า จัดซื้อ ตอบลูกค้า ไปจนถึงทำบัญชี เวลาที่ใช้ในการทำความเข้าใจเรื่องภาษีจึงมี Opportunity Cost หรือค่าเสียโอกาส เพราะเป็นเวลาที่หายไปจากการประกอบธุรกิจ
ธนาคารโลกและองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ เนื่องจากต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์มักสร้างภาระต่อกิจการขนาดเล็กในสัดส่วนที่สูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ และอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ
ดังนั้น แม้อัตราภาษีจะไม่ได้สูงมาก หากต้นทุนในการทำให้ถูกต้องสูง ความซับซ้อนของระบบก็ยังสามารถกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ระบบได้
คนที่ไม่ยื่นภาษี ไม่ได้มีเหตุผลเหมือนกันทั้งหมด
หากมองจากมุมของการออกแบบนโยบาย การแบ่งคนออกเป็นเพียง “ผู้ยื่น” และ “ผู้ไม่ยื่น” อาจยังไม่เพียงพอ เพราะเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการไม่ปฏิบัติตามกฎมีความแตกต่างกัน
กลุ่มแรก “ไม่ใช่ไม่อยากจ่าย แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร”
สำหรับคนบางกลุ่ม การเสียภาษีไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “จะจ่ายหรือไม่จ่าย” แต่เริ่มจากคำถามว่า “ฉันต้องทำอะไรบ้าง?” สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการจึงเป็นข้อมูลที่เข้าใจง่าย และคำแนะนำที่สอดคล้องกับลักษณะอาชีพและรูปแบบรายได้ของตัวเอง
กลุ่มที่สอง รู้ว่าต้องทำอะไร แต่ต้นทุนในการทำให้ถูกต้องสูง
ผู้ประกอบการรายย่อยหรือแรงงานอิสระบางคนอาจเข้าใจหน้าที่ทางภาษีแล้ว แต่การปฏิบัติให้ถูกต้องยังมีต้นทุน
ตั้งแต่การรวบรวมรายได้จากหลายแหล่ง การจัดทำบัญชี การเก็บเอกสาร ไปจนถึงความเสี่ยงจากความผิดพลาดและความไม่แน่ใจว่า “ทำถูกหรือยัง”
คนกลุ่มนี้จึงไม่ได้ต้องการเพียงความรู้เพิ่มเติม แต่ต้องการขั้นตอนที่ง่ายขึ้น ระบบที่ช่วยรวบรวมข้อมูล และช่องทางให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดข้อสงสัย
กลุ่มที่สาม มีความสามารถในการปฏิบัติตาม แต่เลือกหลีกเลี่ยง
กรณีนี้แตกต่างจากสองกลุ่มแรก เพราะเป็นผู้ที่สามารถปฏิบัติตามกฎได้ แต่เลือกที่จะหลีกเลี่ยง จึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูล การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ
การแยกคนทั้ง 3 กลุ่มออกจากกันมีความสำคัญ เพราะ ปัญหาที่ต่างกัน ต้องใช้เครื่องมือที่ต่างกัน
หากใช้การบังคับใช้กฎหมายกับทุกกลุ่มในลักษณะเดียวกัน อาจเพิ่มต้นทุนให้กับคนที่พร้อมจะเข้าสู่ระบบ โดยไม่ได้แก้ข้อจำกัดที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติได้ตั้งแต่แรก
3 แนวทางพัฒนาระบบภาษีไทย
หากเป้าหมายคือการขยายฐานภาษีในระยะยาว แนวทางของไทยอาจมุ่งไปที่ 3 เรื่องที่ต้องทำควบคู่กัน
1. ลดสิ่งที่ประชาชนต้องทำเอง
ระบบภาษีควรค่อย ๆ เปลี่ยนจากการให้ประชาชนต้อง “กรอกและคำนวณ” ไปสู่การ “ตรวจสอบและยืนยัน” โดยนำข้อมูลรายได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และค่าลดหย่อนที่ภาครัฐมีอยู่แล้ว มาจัดเตรียมล่วงหน้าให้มากที่สุด ประชาชนจึงทำหน้าที่ตรวจสอบ แก้ไข หรือเพิ่มเติมเฉพาะข้อมูลที่ขาด
ขณะเดียวกัน การให้ความรู้เรื่องภาษีควรเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริง เช่น ผู้ขายสินค้าออนไลน์ ฟรีแลนซ์ ผู้ขับรถผ่านแพลตฟอร์ม หรือผู้ที่มีรายได้หลายแหล่ง มากกว่าการอธิบายกฎหมายในภาพรวม
2. ทำให้ข้อมูลรายได้เชื่อมโยงกันมากขึ้น
สำหรับคนที่มีรายได้หลายทาง ความยุ่งยากเริ่มตั้งแต่การรวบรวมรายได้ให้ครบ คนหนึ่งอาจมีทั้งรายได้จากงานประจำ งานฟรีแลนซ์ การขายสินค้าออนไลน์ หรือการรับงานผ่านแพลตฟอร์ม เมื่อถึงช่วงยื่นภาษีจึงต้องย้อนกลับไปดูว่า ตลอดทั้งปีได้รับเงินจากที่ใดบ้าง และถูกหักภาษีไว้เท่าไร
หากระบบสามารถรวบรวมรายได้และภาษีที่ถูกหักจากแหล่งต่าง ๆ มาให้เห็นในที่เดียว และทยอยแสดงข้อมูลตลอดทั้งปี ภาระในการค้นหาเอกสารและไล่ตรวจสอบย้อนหลังเมื่อถึงช่วงยื่นภาษีก็จะลดลง
อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงข้อมูลลักษณะนี้ต้องมาพร้อมกับ Data Governance ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องความปลอดภัย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความถูกต้องของข้อมูล รวมถึงสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบและแก้ไขเมื่อพบข้อผิดพลาด
3. ทำให้เห็นประโยชน์ของการเข้าสู่ระบบ
การตัดสินใจเข้าสู่ระบบไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาระภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ประชาชนมองว่าจะได้รับจากการอยู่ในระบบด้วย ผลสำรวจพบว่า 70.8% มีความเต็มใจที่จะยื่นภาษี หากได้รับสวัสดิการที่ดีขึ้น
ขณะที่ประสบการณ์ของบราซิลและอุรุกวัย มีตัวอย่างการเชื่อม Formalization หรือการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ เข้ากับ Social Protection หรือระบบคุ้มครองทางสังคม
สำหรับไทย ประเด็นนี้ไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึงการให้สิทธิประโยชน์ใหม่แก่ผู้เสียภาษีทุกครั้ง แต่ควรทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างการเข้าสู่ระบบกับสิทธิและโอกาสทางเศรษฐกิจมองเห็นได้ชัดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงระบบความคุ้มครองทางสังคม บริการภาครัฐ หรือการมีหลักฐานรายได้ที่สามารถนำไปใช้ประกอบการเข้าถึงบริการทางการเงิน เมื่อประโยชน์เหล่านี้มองเห็นได้ชัดขึ้น การเข้าสู่ระบบก็อาจมีแรงจูงใจมากกว่าการมองเห็นเฉพาะภาระที่ต้องแบกรับ
จาก Tax Enforcement สู่ Tax Compliance Strategy
การขยายฐานภาษีจึงไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “เข้มงวด” กับ “ผ่อนปรน” เพราะทั้งสองด้านมีหน้าที่แตกต่างกัน สำหรับผู้ที่จงใจปกปิดรายได้ รัฐจำเป็นต้องมีข้อมูล การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ
ขณะที่คนที่ต้องการปฏิบัติให้ถูกต้อง ควรเผชิญกับขั้นตอน เวลา และต้นทุนที่ต่ำที่สุดเท่าที่จำเป็น
ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ “ไม่ยอมจ่าย” กับคนที่ “ไม่รู้ว่าจะจ่ายอย่างไร” เป็นคนละปัญหากัน เพราะหากต้องการให้คนเข้าสู่ระบบมากขึ้น การตรวจสอบให้เข้มขึ้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องทำให้คนที่อยากทำถูก รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน และสามารถทำให้ถูกได้ง่ายขึ้นด้วย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB